Breaking News
Home / แหล่งท่องเที่ยว / แชร์ประสบการณ์ +ก้าวออกจากฝัน นั่งรถไฟ ไปสุดขอบประเทศญี่ปุ่น 3157 km ใน 30 ชั่วโมง

แชร์ประสบการณ์ +ก้าวออกจากฝัน นั่งรถไฟ ไปสุดขอบประเทศญี่ปุ่น 3157 km ใน 30 ชั่วโมง

  • 596
    Shares

แชร์ประสบการณ์ +ก้าวออกจากฝัน นั่งรถไฟ ไปสุดขอบประเทศญี่ปุ่น 3157 km ใน 30 ชั่วโมง

ก่อนอื่นเลย ต้องขอ ขอบคุณ คุณ Tamrong จาก กระทู้ http://pantip.com/topic/33875356 ที่อนุญาติให้เรานำเรื่องราวมาลงในเว็บ ซึ่งบอกก่อนเลยว่าบทความนี้มีประโยชน์มากๆ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่น และชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ  เพื่อนๆสามารถนำเนื้อหา ข้อมูลต่างๆไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสำหรับทริปของเพื่อนๆได้เลยนะคะ

เรื่องมันเริ่มจากกระทู้ที่พูดคุยกันเรื่องรถไฟในห้องบลูแพลเน็ตนี่แหละครับคุยไปคุยมากันในหมู่สมาชิกผู้รักรถไฟ
ซึ่งมีใครมาร่วมคุยด้วยมั่งผมก็จำไม่ได้แล้วแต่สรุปความออกมาได้ว่า น่าจะมีสักครั้งในชีวิตเนอะ  ที่เราได้นั่งรถไฟไปให้สุดประเทศญี่ปุ่นเลยผมเลยวางแผนนี้ไว้ในใจมานานแล้วครับตอนที่พันทิปเปิดโครงการ ก้าวออกจากฝัน สร้างสรรค์ให้เป็นจริง
เปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอโครงการในฝันของแต่ละคน
ผมก็เสนอโครงการนั่งรถไฟของผมเข้าไปด้วย และอุตส่าห์ติดเข้าไปรอบ 10 คนสุดท้ายแล้ว
แต่ว่า ดันติดงานอีกงาน  ไม่ได้ไปโชว์ตัวในรอบสัมภาษณ์   เลยดับฝันของตัวเองไปซะงั้นผบทบ. ผู้บัญชาการที่บ้านที่แสนดี ก็ปลอบใจว่าโอ๋ๆๆๆ ไปสัมภาษณ์ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ
ไว้เราเก็บตังค์ไปกันเองก็ได้ตอนแรกก็ว่าจะไปฤดูใบไม้ร่วง หรือ ฤดูหนาว จะได้นั่งรถไฟ super soya  ลุยหิมะ
แต่ได้ข่าวมาจากเวป JP Rail  ว่า รถนอน hamanasu  ที่ให้บริการระหว่าง sapporo กับ  aomori  อาจจะถูกยกเลิก
เพราะว่า ต้องมีการ  Test Run   sapporo  shinkansen  ในอุโมงค์ Seikan tunnel  ที่ลอดข้ามเกาะ ในช่วงกลางคืน
จึงได้รับผลกระทบ และอาจมีการยกเลิกรถนอน  ไม่เปิดให้บริการอีกต่อไป
เพราะอีกหน่อยก็มีชิงคันเซ็นมาแทนอยู่แล้ว   ก็เลยรีบมาก่อนที่เค้าจะเลิกให้บริการครับใครจะตามรอย ก็เล็งวันดีๆ เพราะรถนอนขบวนนี้ บางวันก็เลิก บางวันก็เลื่อนเวลา
ทำให้ต่อ shinkansen  hayabusa  เที่ยวแรกไม่ทันนะครับhttp://jprail.com/travel-informations/seasonal-trains-schedule/suspension-and-schedule-change-of-overnight-trains-hokutosei-cassiopeia-and-hamanasu.html

เอ้า  ไหนๆเค้าก็จะเลิกรถไฟขบวนนี้แล้ว

จัดทริปประหยัดๆ แล้วไปให้มันเสร็จๆจบๆเลยดีกว่า จะได้ไม่ค้างคาใจ
ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ใหญ่ ผู้บัญชาการที่บ้าน  ที่อนุมัติโครงการครั้งนี้เป็นอย่างสูงครับ

งบประมาณคร่าวๆ ก็ประกอบด้วย

– ค่าตั๋วเครื่องบิน Low cost  ไปซัปโปโร  ใครจะมารีบๆมา เดี๋ยวเค้าเลิกบินละนะ   ไม่มีโปร  ราวๆ  6xxx
– ขากลับ จาก โอซาก้า  หรือ hakata  กลับมาประเทศไทย  ตั๋วโปร  นก scoot  หางแดง  ราวๆ 2-4xxx
– JR PASS  7  วัน    7xxx
– ค่าอาหาร ตามแต่ว่าจะกินอยู่หรูหราแค่ไหนหละครับ   ของผมมื้อละราวๆ  600 – 1000 เยน ต่อคน ต่อมื้อ
– ค่าโรงแรมเฉลี่ย คืนละ 2000 – 2500 บาท
– ที่สำคัญ  ต้องมีเวลาว่าง อย่างต่ำๆ 4 วัน 3 คืนครับ    ถ้าแวะเที่ยวตลอดทางมีสัก 9 วันกำลังดี

model course  ก็
วันที่ 1  กทม – sapporo  ถึงตอนเช้า  นั่งรถไฟ super soya ไป wakkanai
วันที่ 2  wakkanai – sapporo – aomori
วันที่ 3  aomori – tokyo – osaka – hakata – kagoshima – สุดประเทศ นอนที่ makurazaki
วันที่ 4  makurazaki –  hakata หรือ osaka  แล้วก็ กลับไทย

ถ้ามีเวลา ก็ขยายๆทริปออกไปได้อีกหลายวันครับ  ของผมอยู่มา 7 -8 วันแล้ว ยังไม่ได้กลับไทยเลย แฮ่ๆ


 

เริ่มที่เมือง  wakkanai  เลยละกันครับก่อนจะเริ่มเดินทางมาราธอน ข้ามประเทศให้ผมพาเที่ยว wakkanai นิดๆหน่อยๆก่อนครับ   จะได้ไม่มีแต่เรื่องรถไฟอย่างเดียว

เดี๋ยวจะเบื่อกันwakkanai คือ เมืองที่เหนือสุดของเกาะฮอกไกโด หรือจะว่าอยู่เหนือสุดของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ครับ
เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ ที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่นด้วยครับข้างๆสถานีรถไฟ ออกมาก็เป็นตลาดเลยครับ  ขายพวกของทะเล กับผักผลไม้ นิดๆหน่อยๆของขึ้นชื่อของเมืองนี้ ก็มีพวก ปู อาหารทะเล ไข่หอยเม่น   นม  ชีส  และเนื้อวัว black angus ครับ

เมืองเค้าก็ออกจะเงียบๆ ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่ครับ  ขับรถไปไหน นานๆเจอรถสวนมาคันนึง
บ้านที่ถูกทิ้งร้างจนยุบไปก็มีให้เห็นเยอะ

สถานที่ท่องเที่ยว ที่ขึ้นชื่อ ก็มีกำแพงกันลมให้เมือง เพราะที่นี่ ลมแรงมากๆ

ฝรั่งเขียนรีวิวใน trip advisor ว่า windy as hell    ผมไปมาแล้ว ลงความเห็นว่า indeed  จริงๆเลยครับ
เจอทั้งลม เจอทั้งฝน ร่มแทบปลิว ลงไปเที่ยวไหนแทบไม่ได้เลย

cape soya   ที่เป็นจุดเหนือสุดของแผ่นดินญี่ปุ่น
ถ้านั่งรถเมล์ไป จะลำบากหน่อย เพราะมีรถวันละไม่กี่เที่ยว  ไปถึงแล้ว อาจกลับมาไม่ได้

ผมรวมค่ารถสองคน  คิดไปคิดมา ก็ถูกกว่าเช่ารถขับไปเองนิดหน่อย
ผมเลยเช่ารถขับไปแทนครับ  กำจัดความเสี่ยง  ขับออกจาก wakkanai  ไปราวๆ 40 กิโล  ก็ถึงจุดเหนือสุดของญี่ปุ่น

อนุสาวรีย์ ของ  Mamiya Rinzo  นักสำรวจสมัยเอโด ที่เดินทางมาสำรวจถึงแถวๆสุดประเทศนี่

ข้างบนเนินหลัง cape soya  ยังมีที่เที่ยวอีกหลายที่ครับ ถ้าวันอากาศดีๆ ฟ้าใส แดดออก ท่าจะสวย และดีงาม
แต่วันที่ผมไปนี่  ฝนถล่มจนลงรถแทบไม่ได้   เลยได้แต่ขับรถวนๆนิดเดียว

นอกจากนั้น ก็มีร้านขายข้าว ที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น  ร้านขายของที่ระลึก ที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น  ห้องน้ำที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น
เลยรวดไปกินข้าว ซื้อของที่ระลึก และ เข้าส้วม ที่อยู่เหนือสุดในญี่ปุ่นซะหน่อยครับ

วนไปดู aquarium  มันร้างๆยังไงไม่รู้เนอะ
ตึกโทรมๆ หญ้ายาวๆ   อารมณ์เหมือนเรื่อง I AM ThE LEGEND  เลย
มีกวางแบบในหนังด้วย

และก็ขับรถไปอีกราวๆ 20 กิโล ถึง สถานี สังเกตุการณ์แมวน้ำ ที่ BAKKAI ครับ
ปรากฎว่า แมวน้ำไม่มีคร๊าบ
ที่เที่ยวแห่งนี้ ข้อมูลน้อยมาก เวปไหน ก็มีอยู่ 2-3 บรรทัด
ไปถึงเขาบอกว่า แมวน้ำมีแต่หน้าหนาว เท่านั้น   หน้าร้อน  ไม่มีแมวน้ำ  เงิบเลย ขับรถกลับมาแบบเศร้าๆ

ดีที่ได้ข้าวหน้ารวมมิตรทะเล มาปลอบใจ

ไข่หอยเม่นที่นี่ ฤดูนี้ เขาว่าดีที่สุดแล้วครับ  หอม มัน ไม่มีความคาวแม้แต่นิดเดียว
ผบทบ บอกว่า อร่อยสุดเท่าที่เคยกินมาเลยครับ (ปล เคยกินมาสัก 3  ถ้วยได้ 555)

นอกนั้น ก็มีนั่งเรือเฟอร์รี่ไปรัสเซีย กับไปเกาะอีกสองเกาะครับ  เวลาไม่พอ  เดี๋ยว JR PASS จะหมดอายุก่อน ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด


 

เอาหละ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน   เริ่มเดินทางกันได้หวังว่าจะไม่จู๊ดๆบนรถไฟนะสถานีรถไฟ มีชื่อว่า wakkanai  เหมือนกับชื่อเมืองครับเค้ามีป้าย มีสัญลักษณ์บอกหลายๆอย่าง  ว่าที่นี่หนะ เหนือสุดแล้วนะ สุดทางแล้วนะ ไม่ได้โม้  ไม่มีต่ออีกแล้วนะ
คือว่า ป้ายเต็มเลย  แต่ผมอ่านไม่ออก แฮ่ะๆอุณหภูมิ แสนสบายครับ 10 องศา  แถมด้วยทั้งลม ทั้งฝน

รถไฟขบวนแรกที่จะนั่ง คือ SAROBETSU  ออกจาก wakkanai ตอน 13.45  ถึง sapporo 19.08  ครับ

รถไฟแล่นผ่านทุ่งเลี้ยงวัวเยอะแยะมากมายครับ
เพราะแถวๆฮอกไกโดตอนเหนือนี่  เป็นแหล่งผลิตชีส  และ เสต็ก angus black beef

แม้จะเริ่มเข้าหน้าร้อนแล้ว แต่ตามยอดๆเขา ก็ยังมีหิมะที่ยังละลายไม่หมดครับ
เห็นเป็นแถบสีขาวๆแซมๆอยู่นิดๆหน่อยๆ ไกลๆ

พาชมห้องน้ำแบบ retro บนรถไฟ SAROBETSU

นั่งๆ นอนๆ หลับๆ ตื่นๆ มาครึ่งวัน  พอจะเมื่อยๆก้น  พอใกล้ๆค่ำ ก็มองเห็น sapporo tower อยู่ไกลๆละครับ
แปลว่าไชโย้ กำลังจะถึงซัปโปโรแล้ว

ในที่สุดก็ถึงซัปโปโร    จริงๆแล้วนั่งรถไฟนี่ ก็ไม่น่าเบื่อเท่านั่งเครื่องบินนะครับ มันได้เห็นข้างทาง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไปทีละเมืองๆ เพลินๆดีเหมือนกัน


 

กินข้าวเย็นเสร็จ ก็มาล้างหน้าล้างตา  เตรียมตัวขึ้นรถนอนหละครับ
รถไฟญี่ปุ่นนี่ ถ้าเรารู้แล้ว  ว่าเราจะไปขบวนไหน เวลาเท่าไหร่  เราจะไม่มีการหลงเลยครับ
เพราะมันมีป้ายบอกกำกับไว้หมดทุกอย่าง
รถคันที่เท่าไหร่  ประตูอยู่ตรงไหน  เวลาไหน   ถึงเมื่อไหร่ มีบอกในตั๋วทุกอย่าง
แค่เรา ไปรอให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง     ส่วนมาก ที่พลาดเพราะหลง ไปผิดชานชาลา หรือไปไม่ทันรถมาหละครับ รถนอน hamanasu  ที่สามารถนอนฟรีได้ด้วย JR PASS  ประหยัดค่าโรงแรมไป 1 คืน
น่าเสียดาย ที่เค้าจะยกเลิกรถนอนชนิดนี้แล้วหละครับมาสำรวจภายในกัน
มีตู้ขายน้ำ เผื่อใครหิวน้ำตอนดึกๆ
ที่นั่งแบบ non reserve  ไม่ต้องจอง  ถือ pass หรือ ตั๋วขึ้นไปนั่งหลับได้เลย
เอนเบาะได้นิดๆ เบาะแข็งๆหน่อยๆ พอหลับๆตื่นๆได้
ส่วนที่นั่งแบบ reserve seat จะหนานุ่มกว่า เอนได้เยอะกว่าหน่อย

ที่นอนแบบนอนยาว  เรียกว่า nobi nobi
ที่นอนแบบนี้ใช้ JR PASS จองได้เหมือนกัน  แต่ยากกว่า จองฟรีโปรหางแดงสามเท่า
เพราะว่ามันมีน้อย และหมดเร็วมากๆ  ไม่เคยนอนเหมือนกัน แต่ท่าจะนอนสบายน่าดู

ใครยังไม่อยากนอน ก็มานั่งเล่นแถวนี้ได้

ส่วนใครที่ปวดท้อง ก็เข้าส้วมแบบ retro ได้

พอถึงเวลาสี่ทุ่ม รถก็ออกตรงเวลาเป๊ะ  ผมก็เริ่มหลับๆตื่นๆหละครับ

เวลารถนี่เบรคที ก็ตื่นที เพราะมันเบรคดังมาก  เสียงดังโครม   ยังกะโดนรถสิบล้อชนท้าย

หลับๆตื่นๆ ตื่นๆหลับๆรู้ตัวอีกที แดดแยงหน้าแล้วครับญี่ปุ่นฤดูนี้ พระอาทิตย์ขึ้นตอนตีสี่ครึ่ง   ตีห้ากว่าๆ ก็แดดเปรี้ยงแล้วเห็นแผ่นดินฮอกไกโดอยู่ไกลๆ    อีกฝั่งของทะเล (มั้ง)เราข้ามอุโมงค์ลอดช่องแคบมาแล้วสินะนี่ที่ขนานไป กับรางรถไฟปกติ  คือ
รางของ  hokkaido shinkansen ที่กำลังจะเปิดใช้ปีหน้าครับ
หวังว่าสักวัน ผมจะได้กลับมานั่งนะแล้วสักพัก รถก็มาจอดสถานีปลายทาง ที่ aomori  ครับ

มีเวลาเปลี่ยนรถ  4 นาที

ถือกระเป๋า วิ่งพรวดๆตามพี่ๆชาวญีุ่่ปุ่นไปเลย

ต่อรถ Limited Express Tsugaru หมายเลข 2 ไป 1 ป้าย

ถึงสถานี  shin-aomori  แล้วก็ตามป้าย shinkansen  transfer ไปขึ้น ชิงคันเซ็นเล้ย

มีเวลาแวะถ่ายรูป ที่สถานีนิดๆหน่อยๆ

เค้ามีงานเทศกาลครับ จะจัดเดือนหน้านี่หละ

ไปถึงชานชาลา รถไฟยังไม่มา  เรามาก่อน 555


 

รอแป๊บเดียว รถไฟ shinkansen  hayabusa หมายเลข 4  ก็เข้าเทียบชานชาลา  ฟิ้ว

มันเป็นพาหนะ ที่ดูมีพลังจริงๆครับ
เป็นยานพาหนะทางบก ที่เดินทางได้เร็วที่สุดบนเกาะญี่ปุ่นนี่แล้ว

จอด 5 ป้าย ถึงสถานีโตเกียวเลย

713.7 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทาง 186  นาที


 

9.23    ถึงโตเกียว

สงสัยเมื่อวานนี้จะเป็นวันฝนตกทั่วแผ่นดิน
ตั้งแต่ฮอกไกโด ยันคิวชู    มีแดดออกมาแยงตา ปลุกผมตรง aomori นิดเดียว
นอกนั้น ฝนตกทุกที่เลยครับ

ชุ่มฉ่ำสุดๆ

กระโดดลงรถ hayabusa   9.23
ข้ามไปสาย Tokaido shinkansen  แล้วไปขึ้น Hikari 507  รอบ 9.33   ตรงไปสถานี shin-osaka

จากโตเกียว พอรถถึงสถานี odawara  ให้มองไปด้านขวาของรถให้ดีๆเลย

ถ้าวันไหน ฟ้าใสๆ  แดดดีๆ จะเห็นฟูจิ แบบเนี้ยครับ

แต่เมื่อวานนี่ ไม่ต้องหันไปมองเลย  ไม่เห็นแม้แต่เงาฟูจิ


 

11 โมงกว่าๆ ถึงสถานี nagoya ละครับ

และต่อไปอีกไม่กี่ป้าย ก็สุดทางที่ shin-osaka แล้ว

ที่สถานี shin-osaka ผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆครึ่ง ชม

ได้มีเวลา หายใจหายคอ หาซื้อข้าวกล่องมากินหน่อยครับ

เอากล่องไหนดีน้อ

มีการจัดสถิติอาหารที่ขายดีในร้าน ปรากฏว่าเมนูที่ขายดีที่สุดในร้าน ไม่ใช่ข้าวกล่องเอกิเบนโตะ  แต่เป็นแซนวิชครับ

โอซาก้าเมื่อวานนี้นี่ ร้อนยังกะสถานี bts  สยามตอนเที่ยงๆ   ต่างกับสถานี wakkanai ลิบลับ

รถ sakura  ครับ    คราวนี้ นั่งยาว จาก shin-osaka ไปสุดเกาะ kyushu  เลย

ไปเล็งๆร้านนี้ ได้ไอติมมาเพิ่มอีกถ้วยนึง แก้ร้อนครับ

ไอติม hagen dazz บ้านเราถ้วยละร้อยกว่าบาท    ที่นี่ขายราวๆ 290 เยน   ถูกกว่าบ้านเราไปหลายสิบบาท
กินให้หายอยาก

การกินข้าวกล่องบนรถไฟ
กินไป ชมวิวไปนี่  เป็นอะไรที่เพลิดเพลินมากครับ

ทุ่งนา ภูเขา  ต้นไม้ ลำธาร เมฆ หมอก     นั่งกินกันนิ่มๆ นิ่งๆ ชิลๆ

นั่งรถไฟกันยาวๆอีก 4 ชั่วโมง   เลยหลับมั่ง
เดินถ่ายรูปเล่นฆ่าเวลามั่งครับ

ห้องน้ำบนยาน เอ้ย บนรถชิงคันเซ็น sakura นี่  สวยงาม น่าประทับใจจริงๆครับ

ยังกะส้วมใน space shuttle  มีปุ่มโน่นนี่เยอะเต็มไปหมดเลย
แต่ต้องระวังๆนะครับ ปุ่มกดชักโครก  กับปุ่มสัญญาณฉุกเฉินเรียกเจ้าหน้าที่ มันใกล้ๆกัน
กดไปเรื่อย เดี๋ยวเป็นเรื่อง

เบาะก็หรูหรา หนานุ่ม นั่งสบาย  ไม่กั๊กเอาเบาะเล็กๆแคบๆมาใส่ เหมือนสายอื่นๆ

เพลินๆครับ  หลับๆตื่นๆ แปบเดียว ก็ถึง hakata แล้ว

จากสถานี   hakata

เข้าไปนั่งในส้วมแปร๊บเดียว ผ่านไป 2 สถานีเฉยเลย  ผ่าน kurume  shin-tosu

เข้า kumamoto  sendai

แล้วก็สุดทาง shinkansen ที่ kagoshima แล้ว

รีบกระโดดลงจากชานชาลา shinkansen มาเปลี่ยนเป็นรถ Local   ที่ต่อไป Ibusuki ครับ

รถ local  ปกติจะไม่มีชื่อเรียก

แต่ทางการรถไฟ kyushu  เขาทาสีเหลืองๆ แล้วแปะชื่อไว้ว่า nanohana ครับ   น่ารักเชียว

ชื่อ nanohana  ก็คือชื่อดอกไม้สีเหลืองๆ ที่ชอบขึ้นข้างๆทางรถไฟนี่หละครับ

รูปก็งาม นามก็เพราะ

แต่ยังไงๆ รถไฟ ในชั่วโมงเร่งด่วน  มันก็คือปลากระป๋องดีๆนี่หละครับ

พอออกจากสถานีต้นทาง สัก 5 -6 ป้าย  คนถึงลดลง พอจะถ่ายรูปได้มั่ง

รถไฟสีเหลืองๆ คันน้อยๆ  มีแค่ 2 ตู้   ค่อยๆแล่นฝ่าฝน  ผ่านภูเขา ทุ่งนา แม่น้ำลำธาร
เลียบทะเลออกไปครับ

วันไหน ฟ้าใสๆ แดดดีๆ (อีกแล้ว)

มองไปทางซ้ายมือ คงจะเห็นภูเขาไฟ sakurajima ตั้งตระหง่าน กระแอมควันออกมา วันละเล็ก วันละน้อย
(ถ่ายจากป้ายโฆษณา ในสถานี)

แต่เมื่อวานนี้  เหอๆ  มองไม่เห็นแม้แต่เงา

 

Comments

comments

About เที่ยวญี่ปุ่นไปกับ Choco-Mocha

เว็บไซต์ ChocoMocha เป็นเว็บอัพเดทเรื่องราว ข่าวสาร ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งของกิน สถานที่เที่ยว การเดินทาง รวมไปถึงคำแนะนำต่างๆ

Check Also

Otaru

Otaru เมืองแห่งของหวาน และความโรแมนติก

872Shares บทนำ …

ใส่ความเห็น

Close